Home/2020/มิถุนายน

“ระดับการเล่น”

"ระดับการเล่น" มีผู้ปกครองหลายคนเคยสอบถามเรื่องการเล่นของลูก โดยเฉพาะผู้ปกครองกลุ่มเด็กวัยก่อนอนุบาล หรือช่วงวัยอนุบาล (3-4 ขวบ) ที่เพิ่งเข้าโรงเรียน เนื่องจากคุณผู้ปกครองสังเกตเห็นว่า ลูกไปโรงเรียนแต่ไม่เล่นกับเพื่อนเลย ไม่มีเพื่อนสนิท จนเริ่มกังวลว่าลูกของเราจะเข้ากับเพื่อน ๆ ไม่ได้หรือเปล่า วันนี้น้ำหวานจะมาอธิบาย “ระดับการเล่นของเด็ก” ให้อ่านกันค่ะ เด็กแรกเกิด - 2 ขวบ การเล่นของเด็กช่วงวัยนี้เรียกว่า Solitary play คือ การเล่นคนเดียว มีเพื่อนอยู่เต็มห้องก็เหมือนไม่มี เด็กวัยนี้จะเลือกเล่นคนเดียว ไม่ค่อยสนใจเพื่อนคนอื่น แต่จะสนใจของเล่นมากกว่าเช่น เล่นต่อบล็อกไม้เองคนเดียวในมุมหนึ่งของห้อง เด็กอายุ 2-3 ขวบ จะเล่นแบบ Spectator Play และ Parallel Play คือ เริ่มมองว่าคนอื่นเล่นอะไร การเล่นของเด็กวัยนี้จะเป็นแบบคู่ขนาน อาจจะเล่นสิ่งของเหมือนกัน แต่ไม่มีการพูดคุยกัน เช่น นั่งต่อบล็อกไม้ข้าง ๆ กัน แต่ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กัน [...]

By |2020-06-29T11:27:04+00:00มิถุนายน 17th, 2020|Blog|0 Comments

การเลี้ยงลูกเชิงบวกคืออะไร

การเลี้ยงลูกเชิงบวกคืออะไร  .  เชื่อว่าผู้ใหญ่ทุกคนเวลาได้เลี้ยงเด็กขึ้นมาคนหนึ่งก็อยากจะให้เด็กคนนั้นเป็นคนดี มีความสุข อยู่ร่วมกับคนรอบข้างได้ ด้วยความตั้งใจดีและความห่วงใยนี้ทำให้ผู้ใหญ่คอยสอน คอยฝึกให้เด็กทำสิ่งที่ถูกต้อง รู้จักมารยาท และกาลเทศะด้วยวิธีการต่าง ๆ สุดท้ายก็เพื่อตัวเด็กเอง  .  แต่ความตั้งใจดีเหล่านี้ หากไม่ได้ส่งต่อด้วยวิธีที่เหมาะสมก็อาจจะไม่สามารถสื่อไปให้เด็กรับรู้ได้อย่างที่ผู้ใหญ่ต้องการ  .  เรามักจะคุ้นชินกับการสอนเด็กด้วยการทำโทษ อาจจะด้วยการตี ดุด่า หรือไปจนถึงการเข้ามุม ทั้งหมดนี้เพื่อหวังจะให้เด็กหลาบจำแล้วไม่ทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอีก แต่วิธีการเหล่านี้ถือว่าเป็นวิธีการเชิงลบ เพราะเป็นการให้เด็กเรียนรู้ด้วยความกลัว แม้อาจจะทำให้เด็กแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมลดลงได้ แต่ก็จะลดลงเพียงชั่วคราว จนกว่าเด็กจะหาวิธีที่ตัวเองจะหลบจากการทำโทษนั้นได้ นอกจากนี้ ผลกระทบสำคัญจากการทำโทษ คือ จิตใจของเด็กถูกทำร้าย ความสุขลดลง เรียกได้ว่าเป็นการเลี้ยงดูเด็กที่เน้นปลูกฝังเรื่องความถูกต้อง แต่ไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกของเด็กนัก  .  ในทางกลับกัน หากเป็นการเลี้ยงดูด้วยวิธีเชิงบวก เราจะเน้นทั้งเรื่องความถูกต้อง และความรู้สึกของเด็กไปพร้อม ๆ กัน ใช้ความเข้าอกเข้าใจของผู้ใหญ่เป็นเครื่องมือหลักในการสอนสิ่งที่เหมาะสมให้แก่เด็ก ช่วยให้เด็กรู้จักตนเอง เรียนรู้วิธีจัดการอารมณ์ และช่วยให้เขาพัฒนาความเข้าอกเข้าใจซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับการปรับตัวภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ ตามกาลเทศะและความถูกต้อง การใช้วิธีเชิงบวกจะช่วยให้เด็กได้ปรับอารมณ์ตัวเองให้พร้อมก่อน เวลาเด็กโกรธหรือเสียใจ ก็คอยดูแลอารมณ์เขาจนสงบพอ แล้วจึงค่อยชวนเขาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นจากแง่มุมต่าง ๆ แนะนำชี้ทางให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งที่เหมาะสม สนับสนุนให้เขาคิดหาทางออกของปัญหาบนพื้นฐานของความถูกต้อง การเลี้ยงลูกรเชิงบวก หรือการเลี้ยงลูกด้วยวิธีเชิงบวกนี้จึงเป็นวิธีที่เด็กได้เรียนรู้สิ่งรอบตัวด้วยศักยภาพสมองที่เหมาะสมจริง [...]

By |2020-06-29T11:27:46+00:00มิถุนายน 17th, 2020|Blog|0 Comments

“ข้อดีของการเลี้ยงลูกเชิงบวก”

การเลี้ยงลูกเชิงบวกหรือการเลี้ยงลูกด้วยวิธีเชิงบวกเป็นกระบวนการดูแลเด็กที่สอนให้เด็กรู้จักคิด พิจารณา และแสดงพฤติกรรมบนพื้นฐานของความถูกต้องพร้อม ๆ กับการดูแลจิตใจความรู้สึกของตัวเด็กเองไปด้วย แตกต่างกับการเลี้ยงลูกด้วยวิธีเชิงลบที่ถึงแม้จะสอนให้เด็กเป็นคนดีเหมือนกัน แต่ขาดการดูแลจิตใจเด็กไป .  ดังนั้นข้อดีที่ชัดเจนที่สุดของการเลี้ยงลูกด้วยวิธีเชิงบวกก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างคุณพ่อคุณแม่กับลูกจะดีครับ ซึ่งน่าจะตอบโจทย์คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ คนที่อยากใกล้ชิดกับลูก ไม่อยากให้ลูกกลัว อยากให้ลูกมาเล่ามาปรึกษาเมื่อมีปัญหาก่อนที่ปัญหานั้นจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ .  การเลี้ยงลูกด้วยวิธีเชิงบวกจะทำให้ลูกรู้ว่าตัวเขาเองมีคุณค่า ยังคงเป็นที่รักของคุณพ่อคุณแม่ไม่ว่าเขาจะทำดีหรือทำพลาดก็ตาม ดังนั้น ในระยะยาวลูกจะกล้ามาขอคำปรึกษา กล้าเล่าเรื่องที่เขาไม่สบายใจให้ฟัง เพราะเขารู้ว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นที่พึ่งทางใจได้ ไม่ต้องกลัวว่าคุณพ่อคุณแม่จะซ้ำเติมเมื่อเขาทำพลาด .  ทุกอย่างมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย การเลี้ยงลูกเชิงบวกก็มีข้อเสียด้วยเหมือนกันครับ ตรงที่เป็นวิธีที่จะได้ผลในระยะยาว ทำให้ในระยะสั้น ๆ อาจจะสังเกตเห็นการพัฒนาของเด็กได้ไม่ชัด และการจะใช้ให้ได้ประสิทธิภาพนั้น ผู้ใหญ่ก็ต้องฝึกฝนค่อนข้างเยอะด้วยครับ   บทความโดย อิทธิพล (นักจิตวิทยาคลินิก)

By |2020-06-29T11:28:15+00:00มิถุนายน 17th, 2020|Blog|0 Comments

เลี้ยงลูกถูกวิธี ได้เปรียบอย่างไร

ในเชิงจิตวิทยา รูปแบบการเลี้ยงดูลูกสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 แบบใหญ่ ๆ โดย 3 แบบแรกนั้นเป็นแนวคิดของ Diana Baumrind และมีการเสนอรูปแบบการเลี้ยงดูแบบที่ 4 ขึ้นโดย Maccoby & Martin เพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้น  1. แบบเอาใจใส่ (Authoritative) เป็นรูปแบบการเลี้ยงดูที่ผู้ปกครองจะกำหนดขอบเขตความถูกต้องไว้ให้ลูก พูดคุยกันด้วยเหตุผล แต่ในขณะเดียวกันก็มีความรักความอบอุ่นให้ลูกได้สบายใจควบคู่กันไปอยู่เสมอ รวมถึงเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา รับฟังความคิดเห็นของลูก และให้ลูกได้มีส่วนร่วมกับการคิดตัดสินใจของครอบครัวอีกด้วย ซึ่งเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบนี้จะเป็นเด็กร่าเริง มีความสุข มั่นใจในความสามารถของตนเอง สามารถจัดการอารมณ์ได้ และมีทักษะสังคมดี  2. แบบควบคุม (Authoritarian) เป็นรูปแบบที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อฟัง การทำตามกฎที่มีการลงโทษอย่างชัดเจน ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลให้ลูกฟัง ลูกเพียงแต่ต้องทำตามความเหมาะสมที่คุณพ่อคุณแม่กำหนด ถึงแม้การเลี้ยงลูกแบบนี้จะมีโอกาสทำให้ลูกมีผลการเรียนที่ดีเช่นเดียวกันกับแบบเอาใจใส่ แต่ก็มีแนวโน้มทำให้ลูกเป็นคนวิตกกังวล แยกตัว ไม่มีความสุข รวมถึงเมื่อมีความคับข้องใจจะมีการตอบสนองที่ไม่เหมาะสม  3. แบบตามใจ (Permissive) เป็นรูปแบบที่ผู้ปกครองพยายามตอบสนองตามอารมณ์ หรือความต้องการของลูกทั้งหมด โดยผู้ปกครองจะทำหน้าที่เสมือนเป็นแหล่งทรัพยากรที่ลูกสามารถเข้าถึงได้ทุกเมื่อโดยลูกไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความถูกต้องในสถานการณ์นั้น ทำให้ลูกไม่ค่อยได้มีโอกาสฝึกควบคุมอารมณ์ตนเอง เอาแต่ใจ และยอมแพ้ง่ายเมื่อเจออุปสรรค  4. แบบทอดทิ้ง [...]

By |2020-06-29T11:28:41+00:00มิถุนายน 17th, 2020|Blog|0 Comments

Time Out หมดเวลาลงโทษแบบผิดๆ

วันนี้น้ำหวานอยากมานำเสนอ วิธีจัดการกับอารมณ์และพฤติกรรมทางลบของเด็กน้อยวิธีการหนึ่งค่ะ น้ำหวานเชื่อว่าคุณผู้ใหญ่หลายๆท่านที่มีลูกหลาน คงจะรู้จักวิธีการที่ชื่อว่า time out คนไทยชอบเรียกว่าเข้ามุม ซึ่งก็คือการแยก เด็กออกมาจากเหตุการณ์ ที่กระตุ้นให้เด็กเกิดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ โดยกำหนดระยะเวลาตามอายุของเด็ก เช่น น้อง A ทำร้ายร่างกายเพื่อน time out คือ ให้น้อง A มาเข้ามุม เพื่อสงบสติและทบทวนสิ่งที่ตนเองทำ เมื่อสงบพร้อมถึงจะออกมาจากมุมได้ . หลายคนอาจจะคิดว่าวิธีการ time out เป็นวิธีการที่ดี เพราะไม่ได้ใช้ความรุนแรงทางร่างกาย เช่น การตี กับเด็ก แต่จากการศึกษาที่เกี่ยวกับสมองค้นพบว่า วิธีการ time out ส่งผลเสียเทียบเท่ากับการตีเด็ก เพราะวิธี time out ถึงแม้จะไม่ได้ทำร้ายร่างกายเด็ก แต่เป็นวิธีการทำร้ายจิตใจเด็กแทน การปล่อยทิ้งให้อยู่คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็คงจะไม่มีใครชอบถูกไหมคะ . ถ้าไม่ใช้ time out และไม่ใช้การตี แล้วเราจะใช้วิธีการอะไรในการจัดการพฤติกรรมเด็กได้บ้าง ? . วันนี้น้ำหวานจึงอยากมานำเสนอ วิธีการจัดการกับอารมณ์และพฤติกรรมทางลบของเด็กน้อยอีกวิธีการหนึ่งค่ะ [...]

By |2020-06-29T11:29:06+00:00มิถุนายน 17th, 2020|Blog|0 Comments

“การสามารถอธิบายอารมณ์ได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดโอกาสซึมเศร้า”

วารสารวิชาการ Emotion ได้ตีพิมพ์ผลรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการแยกแยะอารมณ์ และการอธิบายอารมณ์ได้อย่างละเอียดและแม่นยำว่า วัยรุ่นที่สามารถอธิบายความรู้สึกหรืออารมณ์เชิงลบของตนเองได้อย่างแม่นยำและเหมาะสมนั้น จะมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าน้อยกว่าคนในวัยเดียวกันที่ไม่สามารถทำได้ วัยรุ่นที่ใช้คำศัพท์แยกแยะอารมณ์ตัวเองได้อย่างเหมาะสมตามความรู้สึก เช่น “ฉันรู้สึกรำคาญ” “ฉันรู้สึกผิดหวัง” หรือ “ฉันรู้สึกละอายใจ” แทนที่จะใช้คำศัพท์ทั่วไปเช่น “ฉันรู้สึกแย่” นั้น มีโอกาสน้อยกว่าที่จะเกิดโรคซึมเศร้า หรือมีอาการในกลุ่มโรคซึมเศ้รา หลังจากพวกเขาได้พบเจอกับประสบการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียดในชีวิต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Lisa Starr จากคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัย University of Rochester ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า คนที่ไม่สามารถแยกแยะอารมณ์ของตนเองได้ดีนัก มักจะอธิบายอารมณ์ของตนเองในเชิงทั่วไป เช่น “รู้สึกไม่ดี” หรือ “อารมณ์เสีย” ซึ่งสุดท้ายแล้ว พวกเขาจะไม่ได้รับประโยชน์จากบทเรียนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือสิ่งที่แฝงอยู่ในอารมณ์เชิงลบ ซึ่งนั่นรวมถึงความสามารถที่จะคิดหาวิธีการจัดการปัญหาต่าง ๆ ของตนเอง เพื่อช่วยในการทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้นอีกด้วย ในทางกลับกัน ผลการวิจัยได้บ่งชี้ว่า วัยรุ่นที่สามารถแยกแยะอารมณ์ตนเองได้ชัดเจน สามารถจัดการอารมณ์ตนเองได้ดีกว่าหลังจากเผชิญกับความเครียด ซึ่งส่งผลให้พวกเขามีโอกาสน้อยกว่าที่จะเจอกับอาการของโรคซึมเศร้า อารมณ์ของมนุษย์นั้นบ่งบอกถึงข้อมูลที่สำคัญต่อเรามากมาย ซึ่งถ้าเราสามารถรับรู้และแยกแยะสิ่งต่าง ๆ ที่เรารู้สึกได้ เราก็จะสามารถใช้ข้อมูลนั้น มาคิดหาทางแก้ปัญหา และหาทางที่จะทำให้เราจัดการกับอารมณ์ของเราได้ดีขึ้น หรือพูดอย่างง่าย [...]

By |2020-06-29T11:29:32+00:00มิถุนายน 17th, 2020|Blog|0 Comments

“การทำงานบ้าน” ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับ “การควบคุมตนเองที่ดีขึ้น”

ถึงแม้ว่าการให้เด็กทำงานบ้านนั้น จะเป็นหนึ่งกิจกรรมที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ใช้ในการเลี้ยงดูบุตรหลานของตนเอง แต่ผลงานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัย Houston และมหาวิทยาลัย California จากประเทศสหรัฐอเมริกากลับพบว่า การทำงานบ้าน ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับการควบคุมตนเอง (Self-control) ที่ดีขึ้นในเด็ก  หมายเหต: Self-control หรือ การควบคุมตนเอง คือ บุคคลภาพหรือนิสัยอันพึงประสงค์ที่ช่วยให้มนุษย์ยับยั้งการกระทำที่ไม่ดี การกระทำที่ควรหลีกเลี่ยง หรือการกระทำที่ไม่ได้รับการยอมรับในสังคม และช่วยให้มนุษย์สามารถจดจ่อและลงมือทำในสิ่งที่ควรกระทำ ณ เวลานั้น  นักวิจัยได้รายงานผลจากการวิจัยว่า พวกเขาไม่พบหลักฐานหรือความเชื่อมโยงระหว่าง การทำงานบ้าน และการควบคุมตนเอง โดยการทดลองทั้งหมดไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์มารับรองข้อสันนิษฐานนี้เลย ซึ่งสร้างความแปลกใจให้แก่นักวิจัยเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาได้คาดหวังว่าการทำงานบ้าน น่าจะมีส่วนช่วยในด้านการควบคุมตนเองของเด็กอยู่บ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราก็ไม่ควรด่วนสรุปว่าการทำงานบ้านไม่มีประโยชน์สักทีเดียว เพราะถึงแม้ว่างานวิจัยนี้ พบว่าการทำงานบ้านไม่มีผลต่อลักษณะนิสัย การควบคุมตนเอง และการพัฒนาบุคลิกภาพของเด็ก แต่การทำงานบ้านตั้งแต่วัยเด็ก ก็ส่งผลให้พวกเขาทำงานบ้านในตอนโต และทำให้เด็กฝึกนิสัยรักความสะอาด ซึ่งก็มีผลดีต่างๆมากมาย ที่อาจยังไม่ได้รับการสำรวจหรือการทำงานวิจัยมาสนับสนุน  ถึงแม้ว่าการทำงานบ้านจะไม่ได้มีความสัมพันธ์กับการควบคุมตนเอง (Self-control) ที่ดีขึ้นในเด็ก แต่ในอีกหนึ่งงานวิจัยจาก American Academy of Child and Adolescent Psychiatry ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้พบว่าประโยชน์ของการทำงานบ้านในวัยเด็กนั้น มีผลกับตัวเด็กตั้งแต่อายุเพียง 3 ขวบเลยทีเดียว  ผลงานวิจัยยังพบอีกว่า เด็กที่ทำงานบ้าน จะมี self-esteem หรือความคิดเห็นที่มีต่อตนเองและการเห็นคุณค่าในตัวเอง ที่สูงกว่าเด็กทั่วไป นอกจากนั้น พวกเขายังมีความรับผิดชอบมากกว่า [...]

By |2020-06-29T11:29:54+00:00มิถุนายน 17th, 2020|Blog|0 Comments

ความรักที่พ่อแม่มีให้ต่อกัน ส่งผลต่อลูกยังไงบ้างนะ

ความรักที่พ่อแม่มีให้ต่อกัน ส่งผลกับลูกอย่างไรบ้างนะ ซันชายน์จะมาเล่าถึงงานวิจัยหนึ่ง ที่ได้สำรวจความรักของชีวิตคู่ที่มีต่อกัน ระหว่างสามีภรรยา ว่ามีความสำคัญต่อลูก ๆ อย่างไรบ้างค่ะ เมื่อคู่รักมีลูกเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัว ความสัมพันธ์แบบพ่อแม่ลูกก็ได้บังเกิดขึ้น ซึ่งบ่อยครั้ง คุณผู้ปกครองก็มักจะให้ความสำคัญกับชีวิตคู่น้อยลง เพื่อหันมาสนใจและทุ่มเทให้กับลูกมากกว่า แต่ทุกท่านทราบไหมคะว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาก็สำคัญกับลูกไม่แพ้กัน มีงานวิจัยที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนร่วมกับมหาวิทยาลัยแมคกิลศึกษาครอบครัวของชาวเนปาลพบว่า เด็กที่อยู่ในครอบครัวที่สามีภรรยารักกันและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันจะอยู่ในระบบการศึกษา และตั้งใจศึกษาเล่าเรียนนานกว่า (ไม่ลาออกกลางคัน) และมีความสัมพันธ์แต่งงานกับคนรักเมื่อพวกเขาโตขึ้นอีกด้วยนะคะ ทีมนักวิจัยได้ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อพ่อแม่รักกัน พวกเขามีแนวโน้มที่จะลงทุนในตัวลูกมากกว่า ซึ่งอาจส่งผลให้ลูก ๆ อยู่ในระบบการศึกษา และตั้งใจเล่าเรียนในโรงเรียนนานกว่า นอกเหนือจากนั้น บรรยากาศของครอบครัวที่สามีภรรยามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ก็จะเป็นบรรยากาศที่มีความสุข เมื่อลูกได้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมนี้ พวกเขาจึงเลือกที่จะแต่งงาน และไม่หนีงานแต่ง (สำหรับครอบครัวที่ใช้ระบบการคลุมถุงชน) เมื่อพวกเขาโตขึ้น และในอีกกรณีหนึ่ง ลูก ๆ อาจจะเห็นคุณพ่อคุณแม่เป็นแบบอย่างที่ดี พวกเขาจึงใช้เวลานานในการหาคู่ชีวิตที่ดี เพราะอยากจะใช้ชีวิตแต่งงานเหมือนคู่ของพ่อกับแม่ตนเองนั่นเองค่ะ ครอบครัวไม่ได้เป็นแค่สถาบัน ๆ หนึ่ง แต่เป็นที่ ๆ เต็มไปด้วยอารมณ์ และความรู้สึกนะคะ และเหนือสิ่งอื่นใด ความรักที่พ่อกับแม่มีให้กันนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นองค์ประกอบสำคัญในครอบครัว คุณพ่อคุณแม่จึงควรให้ความสำคัญกับอิทธิพลของครอบครัวที่จะส่งผลถึงลูก ๆ ของท่าน [...]

By |2020-06-29T11:30:13+00:00มิถุนายน 17th, 2020|Blog|0 Comments